My Days

My 7th year in Japan.

Tuesday, March 01, 2005

กลับจาก Boston เหนื่อยจัง

ศ ให้ไปดูงานที่ Boston Massachusetts General Hospital, Endocrine Unit Lab ของ Prof.โครเนนเบิร์ก ดังติดอันดับ Topๆ ในโลกในเรื่องการพัฒนาของกระดูกอ่อน ระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่หนาวที่สุดของที่นู่นซะด้วย ออกจากโตเกียว วันที่ 21 กุมภา นั่งไปต่อเครื่องที่ Chicago สิบชั่วโมงครึ่ง (route นี้เป็นครั้งที่สองของเราแล้ว) โชคดีที่เราหลับได้งีบใหญ่บนเครื่อง ที่ chicago ระหว่างผ่าน Immigration รีบแทบแย่กลัวจะไม่ทันต่อเครื่อง แต่แล้ว Flight ไปบอสตัน ก็ดันดีเลย์สองชั่วโมง!! เพราะสภาพอากาศที่นู่นไม่ดี เราเลยมีเวลาได้เดินเล่นในสนามบินนานเลย ไปถึง Boston กว่าเครื่องจะลงจอดได้ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า ออกมารอแท็กซี่อีกครึ่งชั่วโมงท่ามกลางความหนาวเหน็บ ถึงโรงแรมก็สลบเหมือดเลยเรา (มารู้ทีหลังว่าเจอแท็กซี่โก่งราคาเราด้วย คิดค่าลงอุโมงค์ตั้งหกเหรียญ เราดันไปทิปมันอีก ไม่น่าเล้ย)

เช้าวันที่ 22 ตื่นเต้นเป็นบ้าเลย ไปดูแล็บคนอื่นจะทำตัวยังไงดี :( ตื่นก่อนไก่โหอีก ลงไปกินอาหารเช้าของ รร กลับขึ้นมาทำใจบนห้อง ดีที่มีพี่ฮุ้ยมาด้วยคอยให้กำลังใจเรา ไม่งั้นคงช๊อคตายไปเลย


กลุ่มตึกที่เห็นทั้งหมดคือ MGH ถ่ายจากในห้องของโรงแรม ตึกที่เราไปชื่อตึกเวลแมน เป็นตึกสีแดงอิฐอยู่ถัดจากตึกสีแดงด้านขวาสุดในรูปไปอีกสองตึก เดินจากโรงแรมไปห้านาทีก็ถึง


ตึกที่เห็นเป็นเสาโรมันในรูปเป็นตึกแรกของ MGH ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เก่าแก่เป็นอันดับที่สามของอเมริกาเชียว สนามหน้าตึกปกคลุมไปด้วยหิมะ สวยแต่หนาวน่าดู

ไปดูงานแล็บคนอื่นนี่ทำตัวลำบากจริงๆ ต้องแสดงความอยากรู้อยากเห็นมากๆเข้าไว้ แล็บที่นี่ก็เหมือนที่ญี่ปุ่น ดูแล้วจะสกปรกกว่าด้วยซ้ำ สาร RadioIsotope ก็ใช้กันบนโต๊ะแล็บของตัวเองเลย เป็นที่ญี่ปุ่นนี่ไม่ได้เลย ต้องมีตึกพิเศษเลยด้วยซ้ำ เครื่องไม้เครื่องมือในแล็บที่เราไปดูก็ค่อนข้างเก่า แต่ก็น่าทึงที่งานวิจัยของแล็บนี้ได้ตีพิมพ์ลงในวารสารดังๆทั้งนั้นเลย มื้อกลางวันวันแรกเราขอตัวกลับมากินกลางวันที่โรงแรม ไม่มีใครรู้หรอกว่าสาระมีรอเราอยู่ :P กินเสร็จกลับไป อาจารย์ญี่ปุ่นในภาคก็พาไปดู อีเอสเซลล์ที่เค้า Culture ไว้ก่อนจะเข้า Seminar ของแล็บตอนบ่ายสองยาวถึงบ่ายสี่ ถ้านับเป็นเวลาญี่ปุ่นก็ตีสองตีสาม ง่วงเป็นบ้าเลยแต่ต้องทำตาโตไว้ จบสี่โมงเข้า Lab meeting ของเค้าต่อคุยกันว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเค้าทำงานคืบหน้าไปถึงไหนมีปัญหาอะไร แอ๊คทีฟดีเป็นบ้า กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปหกโมงกว่า ออกมานั่งคุยกับอาจารย์ญี่ปุ่นอีกนานเลย ลืมบอกไปว่าแล็บนี้มี Postdoc ห้าคน เป็นญี่ปุ่นซะสาม ฝรั่งเศสหนึ่งแล้วก็จีน-อเมริกันอีกหนึ่ง อาจารย์ชิเกกิคนที่คุยกับเราเยอะที่สุดดูเป็นกันเองที่สุดสอนวิธีเที่ยวในบอสตันให้เยอะเลย กว่าจะกลับถึงห้องอีกทีก็ทุ่มกว่า ออกไปหาอะไรกินกับตาฮุ้ย เดินหาอยู่นานมาก ในที่สุดก็เจอร้านอาหารไทยชื่อคิงส์แอนด์ไออยู่บนถนนชาร์ลที่อยู่ไม่ห่างจาก MGH โดยบังเอิญ รอดตายไปอีกหลายมื้อเลยเรา กลับมาถึงโรงแรมก็สลบเหมือดอีกตามเคย

วันที่สอง วันนี้ไม่กลัวมาเหมือนวันแรกแล้ว เข้าไปแล็บตั้งแต่เช้า รออาจาย์ญี่ปุ่นอีกคนพาไปดูเครื่องไมโครสโคปที่ใช้ฉีดอีเอสเซลล์เข้าไปในใข่ที่ปฏิสนธิแล้วของหนูเพื่อตัดต่อยีนส์ของหนู เสียดายที่ไม่ได้ดูเค้าทำจริงๆ เพราะอาจาย์บอกว่าเค้าเก็บไข่ที่ปฏิสนธิไม่ได้เมื่อวาน ได้ดูแต่เครื่องก็ยังดี อาจารย์บอกว่าเค้าใช้เครื่องนี้ได้ด้วยการอ่านหนังสือ ไม่มีใครสอนเค้า น่าทึ่งดีจัง ดูมันซับซ้อนพิลึก กลางวันวันนี้บรรดา Postdoc ที่นี่เค้าพาเราไปกินร้านอาหารไทยร้านประจำของเค้า ปรากฏว่าเป็นร้านที่เราเพิ่งค้นพบเมื่อวานกับพี่ฮุ้ย แต่เราก็เงียบไว้ทำเป็นไม่เคยมามาก่อน กลัวเค้าเสียใจ :P ตอนบ่ายไม่มีอะไรเราเลยถือโอกาสล่ำลาเค้าออกมา เอาเนคไทด์จิมทอมสันไม้ตายของคนไทยไปฝากไว้ให้ ศ กะว่าถ้าเจอจะขอบคุณแล้วก็ลาเลย แต่ ศ ดันไม่อยู่ กลับมาห้องชวนพี่ฮุ้ยออกไปสหกรณ์ของฮาร์วาร์ด นั่งรถใต้ดินสายสีแดงออกนอกเมืองไปสามสี่ป้าย รอบแคมปัสเป็นตึกเก่าๆดูสวยดี เดินดูรอบ แล้วก็เข้าไปเลือกซื้อเสื้อเป็นของฝาก ได้เพียบเลย


ตึกเสาโรมันที่เห็นเป็นห้องสมุดในมหาลัยฮาร์วาร์ด เดินแถวๆนี้เลยระแวงเห็นคนรอบข้างดูเก่งไปหมดเลย


ตึกสหกรณ์ เป็นเหมือนตึกแถว ตึกที่เห็นอยู่หน้าสถานีรถไฟใต้ดินเลย ขายหนังสือเป็นหลัก ถ้าจะซื้อของฝากต้องเดินทะลุตึกนี้ไปตึกด้านหลังจะมีของฝากติดตราฮาร์วาร์ดเพียบ

เสร็จจากฮาร์วาร์ดก็นั่งรถไฟเข้าเมืองอีกสองป้ายลงที่สถานี Kendall/MIT ไปเยี่ยม MIT ต่อ ผิดกับฮาร์วาร์ดแฮะ ตึกรามดูทันสมัยสมเป็นผู้นำแห่งเทคโน แต่ก็ไม่วายจะมีตึกงามๆให้ชม เดินดูรอบแคมปัสจนเมื่อยเลย แล้วก็ขึ้นรถไฟกลับ



ถึง MGH ก็พระอาทิตย์ตกดินพอดี รูปนี้ถ่ายจากข้างสถานีรถไฟ เห็นแม่น้ำชาร์ล เป็นน้ำแข็งยามพระอาทิตย์ตกดินสวยดีจัง
เย็นนี้หาที่กินไม่ได้ กินร้านไทยร้านเดิมอีกแล้ว เป็นมื้อที่สามแล้วเรา

วันที่สาม โทรนัดซือจีเซนเซ กับมาเอดะไม่ได้วันนี้เลยว่างเดินเล่นหนึ่งวัน เริ่มเดินจากโรงแรมเราไปสถานี Government Center แล้วนั่งรถไฟไปหนึ่งป้ายลงที่ Park street กะจะไปเดินตาม Freedom trail ที่แนะนำในไกด์บุ๊คส์ แต่มันหนาวมากเลย เดินไปได้ถึง Quincy Market เข้าไปกิน Lobster Sandwich กับกาแฟอุ่น แล้วก็ตัดสินใจเดินกลับไปขึ้นรถไฟที่ Government Center ที่เห็นอยู่ลิบๆ (สรุปเราวกกลับมาที่เดิม) วันนี้ซื้อตั๋ววันเลยขึ้นรถไฟได้ไม่อั้น


ถัดไปเราตั้งใจจะไปให้ได้คือร้าน Gap บนถนน Newbury St. จากนั้นก็เดินไป Prudential Center ที่อยู่ใกล้กัน เดินดูเจอร้าน Anna Tailor Loft ถูกใจมากๆเลย พี่ฮุ้ยเลยได้รอนานเลยงานนี้ ก่อนกลับกินอาหารบ่ายที่ Foodcourt กลับถึงโรงแรมเพิ่งห้าโมงกว่า พักสักครู่ก็นึกได้ว่ายังใช้ตั๋ววันไม่คุ้มเลย เลยพากันไปสหกรณ์ฮาร์วาร์ดอีกรอบ ที่นี้เดินดูหนังสือนานเลย ก่อนจะไปกินร้านอาหารเวียดนามที่เล็งไว้เมื่อวานว่าได้รางวัล Best of Boston มาหลายปีซ้อน มื้อเย็นคนเยอะมาก รดชาดก็งั้นๆ

วันที่สี่ วันนี้นัดอาจารย์ซือจี ไว้ที่สถาบัน Forsyth อยู่แถวๆมหาลัยแพทย์ของฮาร์วาร์ด เมื่อคืนมีพายุหิมะวันนี้หิมะเลยท่วมเลย กอร์ปกับเราออกเช้าด้วยเค้ายังไม่ทันมากวาด หิมะเลยท่วมเกือบฟุตเลยสนุกดีแต่หนาวมาก นัดอาจาย์ซือจีไว้เก้าโมง ลงรถไปที่สถานีพิพิธภัณฑ์แล้วเดินไป ดูแล็บอาจารย์ได้เจอ วิกกี้ โรเซน เป็น ศ ที่ดังมากๆ เป็นคนค้นพบ BMP ที่โด่งดังมาในวงการวิจัยกระดูก ด้วย ดูแล็บวิกกี้เสร็จก็เดินไปหามาเอดะ ที่คณะทันตแพทย์ของฮาร์วาร์ด มาเอดะอยู่ตึกวิจัยที่สร้างขึ้นใหม่ ทุกอย่างใหม่เอี่ยม น่าอิจฉาจัง คนแถวนี้เค้าตีพิมพ์กันบนเนเจอร์ ไซน์ กันทั้งนั้นเฮอ เห็นแล้วหนาวดับเบิ้ล กลางวันกินข้าวกับมาเอดะ บ่ายไปดู Fine art museum ที่อาจารย์ญี่ปุ่นแนะนำว่าต้องมา ใหญ่มากเลยเดินจนขาลาก แต่เราไม่ค่อยอินในศิลปะเท่าไหร่เลยเดินไม่อึด


บ่ายสี่โมงกว่า ชวนพี่ฮุ้ยกลับไป Prudential center อีก ประทับใจ Loft ยังไม่หายอยากไปเดินอีกรอบ :P
ก่อนกลับก็ฝากท้องไว้กับ Foodcourt เหมือนเดิม มื้อนี้ขอเป็น Panda Express ที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง กลับโรงแรมเก็บกระเป๋า

กลับบ้านแล้วเราเย้ แต่ Flight ชิคาโก้-นาริตะ นี่โหดเป็นบ้าเลย กลับถึงบ้านสลบเหมือดอีกตามเคย

0 Comments:

Post a Comment

<< Home