My Days

My 7th year in Japan.

Monday, September 06, 2004

กลับมาแย้ว

บรรยากาศเดิมๆในห้องเราที่ญี่ปุ่นนี่ดูคุ้นเคยซะยิ่งกว่าบ้านซะอีก กลับเมืองไทยคราวนี้ให้ความรู้สึกว่ายาวนานกว่าคราวก่อนๆ ห้าวันแรกพาเพื่อนญี่ปุ่นเที่ยว แต่ละวันกว่าจะผ่านไปได้ดูน้านนาน คงเป็นเพราะออกจากบ้านแต่เช้า กว่าจะเข้าบ้านก็ดึก

วันแรกเป็น Highlight ของกรุงเทพฯเลยก็ว่าได้ มีไกด์รับเชิญเป็นเด็กท่าพระจันทร์ (นกกับเคน) พาไปดูวัดพระแก้ว ข้ามเรือไปกินกลางวันที่วังหลัง ร้านส้มตำที่องค์ภาไปกิน ข้ามกลับมาขึ้นตุ๊กๆไปนวดที่วัดโพ แวะพระที่นั่งวิมานเมฆ โชคไม่ดีที่มันดันปิดตอนห้าโมง เลยไม่ได้เข้าไปดูข้างใน ขับรถพาไปวนในจุฬา แวะสหกรณ์กับศูนย์หนังสือ เพราะเพื่อนเรามันอยากได้เสื้อจุฬา กินข้าวเย็นที่เสวย ก่อนจบด้วยดูละครหุ่นกระบอกของ Joe Louis Theatre ที่ตอนนี้กำลังโด่งดังมาก ลงข่าวหนังสือพิมพ์กันเกรียวกราว ว่าน่าอนุรักษ์แต่กำลังจะไปไม่รอดเพราะปัญหาขาดทุน ฟังแล้วน่าสงสารจัง น่าช่วยกันสนับสนุนเค้า ไปส่งเพื่อนที่โรงแรมแล้วเราก็กลับบ้านอาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวออกไปรับแฟนเพื่อนที่จะตามมาอีกคน กว่าจะได้กลับมานอกก็ตีสองกว่าๆ จบวันอันแสนยาว




วันที่สองพาไปอยุธยา ก่อนไปแวะบ้านเราที่รังสิตด้วย เพื่อนเรามันบอกว่าอยากดูร้านเครื่องไฟฟ้าบ้านเรา :-P วันนี้แม่กับเจ๊หมีและแพนด้าไปด้วย เป็นขบวนใหญ่เลย รถสองคัน ที่แรกที่แวะเป็นวิหารพระมงคลบพิธ แล้วเข้าไปดูอุทยานซากปรักหักพังที่อยู่ข้างๆวิหาร(จำไม่ได้ว่าชื่อวัดอะไร) จากนั้นไปขี่ช้าง ถ่ายรูปกับเศียรพระที่วัดพระมหาธาตุ กินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารริมน้ำ แวะวัดพนันเชิงก่อนไปพระราชวังบางประอิน ขากลับแวะศูนย์ศิลปาชีพบางไทร กลับทางปทุมไปให้อาหารปลาริมน้ำเจ้าพระยาที่วัดหงษ์ ที่ที่เราไปกับที่บ้านเป็นประจำ กลับไปกินมื้อเย็นที่ MK สุกี้ในห้าง Central



วันที่สามออกเช้ามาก หกโมงครึ่งออกจาก รร ไปถึงตลาดน้ำที่ดำเนินสะดวกก็แปดโมงนิดๆ เป็นครั้งแรกของเราเหมือนกัน วันนี้เป็นวันธรรมดา เรือของแม่ค้าเลยไม่แน่นเหมือนที่เคยเห็นในรูป เสร็จจากตลาดน้ำก็ตีรถจากสมุทรสงครามข้ามกรุงเทพฯไปสมุทรปราการ ระหว่างทางแวะกินขนมรองท้องที่ปั๊มเจท กับไปเที่ยวนี้ปั๊มเจทได้รับความนิยมมาก แวะทุกครั้งเลยที่เดินทาง ประมาณเที่ยงพอดีก็ถึงอนุสาวรีย์ช้างเอราวัณที่เพิ่งเปิดใหม่ มีช้างสามเศียรองค์ใหญ่มากๆๆ เห็นได้แต่ไกลเลย ถามคนบรรยายแล้ว เค้าว่าเป็นเจ้าของเดียวกับเมืองโบราณ และปราสาทอะไรสักอย่างที่พัทยา อนุสาวรีย์นี้ใช้เวลาสร้างสิบปีจนบัดนี้ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์แต่เปิดให้เข้าชมแล้ว ออกจากช้างเราแวะกินข้าวกลางวันกันที่สุกี้เรือนเพชร เป็นร้านแนะนำของเจ๊หมีเจ้าถิ่นบางนา-ศรีนครินทร์ จากนั้นไปฟาร์มจระเข้ ไปถึงก็ไม่ค่อยมีคนเพราะเย็นแล้ว เดินดูกันได้ไม่นานก็กลับ กว่าจะถึง Central ก็หกโมงกว่าๆ ทุกคนยังอิ่มอยู่จากมื้อกลางวันเลยไม่มีใครพูดถึงมื้อเย็น พรุ่งนี้คอนโด้จะกลับญี่ปุ่นก่อน ส่วนพวกที่เหลืออยากไป Spa ที่บันยันทรี เราเลยโทรไปจองไว้ให้ตอนสิบโมงเช้า ค่าบริการขั้นต่ำ สองชั่วโมงหกพันกว่าๆ เราเลยไม่กล้าขอแจมเลยเกรงพระทัยสารมี




วันสุดท้ายพาสองสาวหนึ่งหนุ่มไป Spa ที่โรงแรมบันยันทรี สาธร ระหว่างรอเราเลยแว๊บไปดูคอนโดแถวๆซอยสวนพลูที่เราจองไว้ว่าสร้างไปถึงไหนแล้ว ปรากฎว่ามันเพิ่งลงเสาเข็มไปเอง! แต่ก็ยังดีที่ได้ดูห้องตัวอย่างอีกที ออกจากซอยสวนพลู จะหาทางลัดไปออกพระรามสี่ เจอปั๊มเลยเอารถเข้าไปล้าง กลับไปถึงโรงแรม ยูโมโต้ก็เสร็จออกมาพอดี ต้องนั่งรอสองสาวอีกชั่วโมง เราเลยขึ้นไปจองร้านอาหารจีนติ่มซ่ำที่ชั้นหกสิบของโรงแรม พอสองสาวออกมาก็ไปกินกัน ก่อนจะพาไปส่งที่ รร Central แวะ Jim Thompson ที่สุริวงศ์ วันนี้พอดีที่ Central มี Central Midnight Sale เราเลยบอกให้ช๊อปได้เต็มที่ถึงเที่ยงคืนเลย

วันศุกร์ที่ 27 ตีสามกว่าๆเราออกจากบ้านไป Checkout ให้แล้วพาไปส่งสนามบิน กลับบ้านมานอน เสร็จภารกิจอันแสนยาว

เราไปนอนบ้านพี่ฮุ้ยสองคืน พาพี่ฮุ้ยไปหาหมอที่สมิติเวช วันอังคารถัดมาก็ไปหัวหินกัน กับแม่ เจ๊หมี นก แล้วก็แพนด้า พักที่อนันตรา สองคืน โรงแรมนี้สวยดีมีแต่ฝรั่งพัก กลับมาเคี้ยงบอกว่าจะพาไปเลี้ยง เราเลยเสนอว่าอยากกินเย็นตาโฟเครื่องทรงที่เมเจอร์ เลยพากันไปหมดเลย สนุกดี แต่เสียดายที่ไม่ได้โยนโบว์ต่อท้าย แล้วเราก็ไปพักบ้านพี่ฮุ้ยอีกคืน แล้วก็ล่ำลาป๋ากับหมะก่อนกลับมานอนที่บ้านอีกสองคืนก่อนกลับญี่ปุ่น วันกลับพี่ฮุ้ยก็มานอนบ้านเรา เจ๊หมีกับแม่ไปส่งที่สนามบินตั้งแต่ตีสี่ ถึงบ้านเราก็สลบไปเลยตั้งแต่สองทุ่มยันเช้า ปล่อยให้พี่ฮุ้ยที่ดองงานซะเต็มกระเป๋านั่งทำงานต่อคนเดียว น่าฉงฉานจัง :-(

1 Comments:

Blogger Beamer User said...

อิจฉาจัง

4:43 PM  

Post a Comment

<< Home